ที่อยู่...ในใจ

posted on 06 Sep 2009 15:08 by taemoship

วัยเรียน เป็นวัยที่หลายๆคน คงเคยผ่านวัยแห่งวันเวลาที่ได้ใช้

ชีวิตในมหาวิทยาลัยกันมาบ้าง ซึ่งชีวิตในมหาวิทยาลัย ถือว่า

เป็นสถานที่ที่ถือว่าเป็นที่ที่เปลี่ยน...เปลี่ยนชีวิต..อีกครั้ง

จากวัยเด็กที่อาจจะสนุกสนานกับเพื่อน กับการเรียน

เข้าไปสู่วัยที่เริ่มจะเป็นผู้ใหญ่ เริ่มต้องแสวงหา หา...ตัวเอง

หลายคนหาตัวเองเจอในมหาวิทยาลัย และหลายคนก็ทำชีวิต

สูญหายไปกับมหาวิทยาลัยอีกเช่นกัน

 

ในช่วงเวลาสี่ปีสำหรับเราในมหาวิทยาลัย(ซึ่งก็ผ่านมาหลายปีแล้ว

...แก่เนอะ)มันเป็นช่วงเวลาที่ดีช่วงหนึ่งเลยล่ะค่ะ

ตอน ม.6 ตอนเลือกคณะ เราเลือกคณะสี่อันดับอยู่มหาวิทยาลัย

ที่อยู่ต่างจังหวัด และไกลบ้านทั้งหมด(บ้านเราอยู่นครปฐมค่ะ)

เหตุผลในตอนนั้นก็คืออยากใช้ชีวิตแบบอิสระดูบ้าง

เพราะถ้าเรียนใกล้ๆบ้าน ก็อาจจะต้องกลับบ้านบ่อยๆ และที่สำคัญ

หนีเที่ยวยาก

 

ในวันประกาศผลเอนทรานซ์ วันนั้นเมื่อเรารู้ว่าเราติดที่มหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีสุรนารี ก็รู้สึกดีใจค่ะ เพราะเรียนที่โคราช ก็ไกลบ้านประมาณนึง

สารภาพเลยค่ะ ว่าตอนแรกเลือกที่นี่เพราะพี่ของเพื่อนไปเรียนที่นั่น

แต่จริงๆแล้วตอนนั้นเราไม่เคยรู้จักแม้แต่ชื่อของมหาวิทยาลัยนี้ด้วยซ้ำ

แต่ก็นะ เออ..มันไกลดี อยู่โคราชด้วย ยังไม่เคยไป อยากไปเหมือนกัน

 

พอได้ไปจริงๆ ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสี่ปี ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตนอกบ้าน

ครั้งแรก และมหาวิทยาลัยของเรามีการเรียนเป็นระบบสามเทอมค่ะ

ที่อื่นเค้าเรียนกันสองเทอม เราเรียนสามเทอม

คือยังไงชีวิตก็เรียน กิน นอน เที่ยว อยู่แถวๆมหาวิทยาลัยและได้อยู่กับเพื่อน

ตลอดเวลา ช่วงเวลานั้นมันเป็นความทรงจำที่ดีจริงๆค่ะ

และยังไม่เคยลืมเลย และคงลืมไม่ลง

 

เอนทรีนี้เราเลยอยากเอาภาพความทรงจำของเราและชาวมหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีสุรนารีทุกคน มาให้ดูกัน เพราะที่นี่เคยเป็นที่ที่เราเคยอยู่

จนถึงทุกวันนี้และตลอดไป ที่นี่มันจะกลายเป็น

ที่อยู่...ในใจ

ตลอดไป

 

...........

 

ลานย่า

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยของเราเป็นย่าโมค่ะ

แต่ที่นี่เป็นย่าโมน้อย เป็นสถานที่ที่ช่วงก่อนสอบและหลังสอบ

จะมีคนไปเยอะกว่าปกติ เพราะก่อนสอบก็จะไปขอพรท่าน

หรือที่เรียกว่าบนนั่นแหละค่ะ พอหลังสอบก็จะมีคนมาแก้บนกัน

ช่วงนี้ลานย่าจะสะอาดกว่าปกติ เพราะเด็กจะชอบบนว่าจะมา

กวาดลานย่ากันค่ะ เราก็ไปกวาดเกือบทุกเทอม แต่ไม่ได้ไปบน

อะไรหรอกนะคะ เพราะไม่เคยสมหวังซักกะที

ภาพนี้เป็นภาพตอนรับน้อง จะเป็นพิธีบายศรีสู่ขวัญ

ผูกข้อไม้ข้อมือให้น้องใหม่ ซึ่งเราชอบบรรยากาศ

แบบนี้มากเลยค่ะ มันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

 

หอสุรนภา

หอนี้ปกติเราจะเรียกกันว่า หอแห้ว

เพราะจากรูปทรงแล้ว มันเหมือน "แห้ว"จริงๆค่ะ

(เหมือนมั้ยคะ)

 ตั้งแต่สมัยเรียน จนถึงทุกวันนี้ เคยมีบุญได้ขึ้นหอแห้วแค่ครั้งเดียว

เพราะเค้าไม่ได้เปิดให้ขึ้นบ่อยๆค่ะ ส่วนใหญ่จะเปิดตอนงานรับปริญญา

กับงานลอยกระทง เราเคยขึ้นไปตอนงานลอยกระทง

ในหนึ่งวันนั้นขึ้นไปสองครั้งค่ะ

ครั้งแรกที่ขึ้น ลองเดินขึ้นไปกับเพื่อน

ซึ่งสังเกตดูก็รู้ว่ามันสูงมาก และบันไดที่เดินขึ้นไปนั้น

ยังเป็นบันไดวนอีกค่ะ แบบเดินขึ้นไป ก็มึนไปด้วย

แต่พอขาลงก็ลงลิฟต์ และในวันเดียวกันนั้นเพื่อนก็ชวนขึ้นอีกรอบ

แบบว่า จะเดินขึ้นก็กะไร(เหนื่อยอ่ะ) ขอขึ้นลิฟต์ละกัน

จำได้ว่าขึ้นไปตอนเย็นๆ ลมเย็นๆ เห็นวิวของมหาวิทยาลัยได้ทั่วเลย

(ม.เรากว้างประมาณเจ็ดพันไรค่ะ ป่าเพียบ)

แสงไฟบนหอแห้วก็สวยดี ประทับใจมากกกกกกก

 เป็นที่อยู่...ในใจ อันดับหนึ่งเลย

 

แอมฟิเธียเตอร์(สุรนิทัศน์)

แอมฟิเธียเตอร์ เรียกกันสั้นๆว่าแอมฟิ

เป็นเวทีสำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้งค่ะ น่าจะจุคนได้พันกว่าคน

ส่วนใหญ่จะใช้จัดคอนเสิร์ต หรืองานประกวดต่างๆ

จำได้ว่าตอนที่เราอยู่ปีสอง พี่ตูน bodyslam ตอนออกอัลบั้ม

bodyslam ชุดแรกมาเล่นงาน freshy night ด้วย

ตอนนั้นสารภาพว่ายังไม่รู้จักพี่ตูนเลยง่ะ

แต่ในยามปกติที่ไม่มีงานอะไร ตอนเย็นๆเราจะชอบไปนั่งเล่นที่นี่ค่ะ

ลมเย็นๆ บรรยากาศดีๆ แค่นี้..ก็รู้สึกดีแล้ว

 ในยามค่ำคืน เงียบมากกกกก

และมืดดดดดด้วยยยยย

อาจจะยังมีแสงไฟบนถนน ถึงแม้จะมีรปภ.

แต่ก็ยังน่ากลัวเหมือนกัน

แต่อยู่กับเพื่อนเยอะ จะกลัวอะไร

ก็เลยมานั่งเล่าเรื่องผีกับที่แอมฟิดีกว่า

บรรยากาศมันได้จริงๆ

 

อาคารเรียนรวม

ที่มหาวิทยาลัยเราไม่ได้แยกเรียนเป็นตึกคณะเหมือนที่อื่นๆค่ะ

แต่จะมาเรียนทฤษฏีร่วมกันในอาคารที่เราเรียกกันว่า

"อาคารเรียนรวม" ส่วนวิชาปฏิบัติต่างๆก็จะแยกกันไปเรียน

ตามอาคารเครื่องมือต่างๆที่เราเรียกกันว่า อาคาร F ค่ะ

ซึ่งจะมีแยกไปอีกหลายตึก

การเรียนร่วมกันที่อาคารเรียนรวม ทำให้ทุกสาขา ทุกคณะ

ได้มาเจอกัน

ห้องที่ชอบมากคือห้องพันห้าค่ะ ห้องพันห้าเป็นห้องเรียนห้องใหญ่ๆ

จุคนได้ประมาณพันห้าร้อยที่นั่ง ตอนปีหนึ่งได้เข้าไปเรียนค่ะ

เพราะเป็นวิชาที่นักศึกษาส่วนใหญ่จะได้เรียนเหมือนๆกัน

ไม่ว่าจะคณะไหน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกวิชาเกี่ยวกับสังคม

แต่พอขึ้นปีสูงๆ จะไม่มีวิชาแบบนี้ให้เรียนแล้ว นอกจากจะ

ลงมารีเกรด  เวลาเข้าห้องนี้ทีไร รู้สึกเหมือนวิญญาณ

จะออกจากร่าง เพราะคนเรียนเยอะค่ะ แอบหลับง่ายดี

 แต่จำได้ว่าตอนนั้นมันจะมีหมาตัวนึงชื่อไอ้เกาเหลา

เป็นหมาพันธุ์ลาบราดอร์ มันชอบเข้ามาเรียนด้วยค่ะ

อาจารย์ก้อเลยแอบเหน็บว่า "ดูซิขนาดหมามันยังมาเรียน"

 

ทางให้เดิน

ทางเดินหลังคาสีแสดนี้ เป็นทางเชื่อมระหว่างอาคารเรียนต่างๆค่ะ

เนื่องจากระยะระหว่างอาคารแต่ละอาคารค่อนข้างไกลสักหน่อย

และทางก็เป็นเนินด้วย เพราะเป็นที่ราบสูงนี่คะ

เลยไม่ค่อยได้เดินกันเท่าไหร่หรอกค่ะ ส่วนใหญ่จะใช้มอเตอร์ไซค์

หรือรถเมล์กันมากกว่า ปกติจะเดินก็เฉพาะทางจากเรียนรวมไปขึ้น

รถเมล์ หรือเดินจากเรียนรวมไปโรงอาหารซะมากกว่า

 

 

 

ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย

"ปีบทอง"

เป็นดอกไม้ที่สวยและแข็งแรง อดทนมากกก

ทนแดด ทนฝน

เค้าว่าเหมือนเด็กม.เรา ที่อึดและอดทนกันมากๆ

มีความเชื่อว่า ถ้าเด็ดปีบทองจากต้น

จะทำให้เรียนไม่จบค่ะ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า

เพราะไม่เคยลองซักกะที

 

 

เส้นทางสู่ SUT

เราชอบถนนที่มหาลัยมากค่ะ เพราะมันจะเป็นเนินน่ะ

ดูสวยดี ข้างในมหาลัยจะมีถนนรอบเลย

ตอนเย็นๆเราชอบไปขี่รถจักรยานเล่นค่ะ

แต่ส่วนใหญ่จะขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่า(ยุคนั้นน้ำมันยังไม่แพง)

แต่ชอบถนนตอนกลางคืนค่ะ เปิดไฟแล้วสวยดี

บรรยากาศน่าขับรถเล่นมากๆ

หรือตอนกลางคืนเราจ