เรียนรู้ เพื่อ..ยอมรับ

posted on 11 Oct 2009 01:52 by taemoship

ได้มีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณโจน จันใด

ในนิตยสารอะเดย์ฉบับล่าสุด

แล้วรู้สึกว่าการอ่านในครั้งนี้ได้แนวคิดใหม่ๆขึ้นมาในหัว

ทำให้รู้สึกว่าทัศนคติหรือความคิดมันสามารถปรับเปลี่ยนได้

อย่างไม่ยากเย็นนัก

ถ้าสมองและใจของเราพร้อมที่จะเปิดกว้าง เรียนรู้และยอมรับ

 

ความคิดในการใช้ชีวิตของคนเราปรับเปลี่ยนไปเรื่อย

ในวัยเด็กเราอาจมีความคิดความฝันที่สวยหรู

บางคนอาจอยากจะเป็นหมอ เป็นทหาร หรือเป็นดารา

เวลายิ่งผ่านไป ขีดจำกัดก็เริ่มสร้างกรอบให้กับชีวิต

เพราะความฝันที่สวยงามนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน

ในตัวทุกๆคนในคืนเดียว

วันนี้ฝันดี แต่พรุ่งนี้เราอาจฝันร้าย

จะมีสักกี่คนที่โชคเข้าข้าง ฝันดีตลอดทุกคืน

 

ทุกคนอยากไปสู่ที่สูง ยิ่งอยากสูงเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเหนื่อยเท่านั้น

พร้อมๆกับบางคนต้องตั้งคำถามกับตัวเองในบางครั้งว่า

มนุษย์เราเกิดมาทำไม?

หลายคนพยายามตั้งคำถาม

หลายคนพยายามหาคำตอบ

บางคนตอบว่า เราเกิดมาเพื่อเป็นคนดี

เราเกิดมาเพื่อใช้กรรม

เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์

 

 

................................................ 

 

เรา

 

 

เกิด

 

 

มา

 

 

เพื่อ

 

 

มี

 

 

ความสุข

 

 

 

" โจน จันใด"

................................

คุณโจน จันใด คือผู้ก่อตั้งพันพรรณ
 
ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์
 
ซึ่งพยายามให้มีการอยู่ร่วมกันในแบบพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด
 
ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเพื่อความยั่งยืน
 
ทั้งการทำเกษตรธรรมชาติโดยรักษาเมล็ดพันธุ์พืชดั้งเดิมไปด้วย
 
และการสร้างบ้านธรรมชาติ(บ้านดิน)
 
บนพื้นฐานของการใช้พลังงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
 
ให้รบกวนสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด
 ..........................................
 
 
บทสัมภาษณ์บางส่วนในอะเดย์
 
 
 
ตอนแรกผมก็เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ 7 ปี
 
เป็นยามบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง
 
ค่าแรงขั้นต่ำวันละร้อยบาท ผมก็ได้วันละร้อยบาท
 
แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน
 
................................................................
 
ผมทำงานมาก วันละ 8-12 ชั่วโมงทุกวัน
 
อาหารที่กินก็ก๋วยเตี๋ยวมื้อละถ้วย
ไม่ก็กระเพราไก่ไข่ดาว เป็นอย่างนี้ตลอด 7 ปี
 
เป็นเรื่องที่ทำให้คิดมากว่า
ทำไมคนต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
 
ทำไมคนทำงานหนักแล้วไม่พอกิน
................................................................  
 
 
ทุกวันนี้เราทำงานหนักยิ่งกว่าทาสทุกยุคทุกสมัย
 
เราทำงานหนักแล้วเราไม่ได้อะไรเลย
เรากินอะไรก็ได้เพื่อให้เรามีเวลาทำงานมากขึ้น
 
กินมาม่าทุกวัน กินบะหมี่ กินอะไรง่ายๆ 
กินทุกวันเพื่อจะได้มีเวลาทำงาน
................................................................
 
คิดย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็ก พ่อแม่ปู่ย่าตายาย
 
ไม่เคยมีใครทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
คนไม่ใช้คำว่าทำงานด้วยซ้ำไป คนใช้คำว่า ไปดำนา
 
ไปเกี่ยวข้าว ไม่มีใครใช้คำว่า ‘จน’
คนใช้คำว่า ‘ทุกข์’ เมื่อเป็นทุกข์ก็มีวิธีแก้คือการหาความสุข
................................................................
 
 
 
 
สมัยก่อนคนมีความสุข แล้วก็สบายมาก ทำงานปีละ 2 เดือน
 
เกี่ยวข้าวเดือน ดำนาเดือน ที่เหลือคือเวลาว่าง
 
คนสมัยก่อนมีเวลาว่างมาก ทำให้คนได้อยู่กับตัวเองมาก
คนที่ได้อยู่กับตัวเองคือคนที่เห็นตัวเอง พอเห็นตัวเอง
 
คนก็สามารถรู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม ชีวิตต้องการอะไร
 
คนสมัยก่อนก็เลยเห็นความสุขสำคัญมาก
 
คนก็แสวงหาความสุข คนก็อยู่อย่างสุขสบาย
................................................................
 
 
 
ในที่สุด
 
ผมก็กลับไปอยู่บ้าน
ไปลองใช้ชีวิตแบบคนสมัยก่อนดู
................................................................
 
 
 ผมก็เลยลองไปทำนาปีละ 2 เดือน ปรากฏกว่าได้ข้าว 4 ตัน
 
 คน 6 คนกินข้าวไม่ถึงครึ่งตันต่อปี ที่เหลือก็ยังได้ขาย
 
 
 
 
ผมใช้เวลารดน้ำผักวันละ 30 นาที ก็มีผักเลี้ยงคน 6 คนต่อวันสบาย

ยังมีพอให้แม่เอาไปขายที่ตลาดอีกได้วันละ 50 บาท 100 บาท
 
ก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันง่ายอย่างนี้ ไม่มีอะไรยากเลย
 
ทำไมผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปีแล้วไม่เคยกินอิ่มเลย
................................................................
 
หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินในอเมริกา
 
ก็ลองเอามาทำดู พอลองทำก็รู้สึกว่ามันง่าย
 
 
แต่ก่อนผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะสามารถมีบ้านที่มั่นคงได้
แต่พอมาทำบ้านดิน ผมใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน
ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า 3 เดือน ผมได้บ้าน 1 หลัง
 
 
 
 
ทำไมคนถึงทำให้ชีวิตยากขึ้นๆ ทำไมไม่ทำให้มันง่ายขึ้น
 

 

 

พอผมพึ่งตัวเองได้พอสมควร

ต่อมาก็เลิกซื้อเสื้อผ้า

ใช้แต่ของเก่า

 

 

มันก็เป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น

แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาวไม่มีดั้ง

ไปไหนก็อายคน คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว

คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ

ผมกลับมองตรงกันข้าม คนลาวเนี่ยไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน

ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม ดั้งมันไม่ได้โด่งขึ้น

ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น

 

 

 

คิดดูอย่างนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

 

 

ผมต้องการกลับไปสู่อดีต ไปต่อยอดจากอดีตขึ้นมา

เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและสุขขึ้น ชีวิตเราสั้นมาก

 


 เราจะใช้ชีวิตบนโลกนี้เพื่ออะไร คิดตรงนี้แล้ว

ผมก็คิดว่าผมต้องแสวงหาความสงบสุขให้ตัวเอง

แสวงหาความง่ายให้ตัวเอง

จะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง

อยู่กับครอบครัวมากขึ้น

 

 

 

..........................................................

นี่เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยจากบทสัมภาษณ์ในอะเดย์นะคะ

ยังมีเรื่องราวอีกมากที่พี่โจนได้พูดไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

ถ้าใครอยากติดตามต่อก็หาอ่านได้ในอะเดย์เล่ม DIY นะคะ

หรือถ้าอยากจะเห็นทั้งภาพและเสียง

ก็ติดตามได้ในรายการหนึ่งวันเดียวกัน

ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมนี้ค่ะ

 

................................................................

ที่เอามาให้อ่าน ไม่ใช่ว่าจะให้ทุกคนลุกมาปลูกผักกิน

หรือลุกมาทิ้งบ้าน ทิ้งคอนโด แล้วมาสร้างบ้านดินกัน

แค่อยากให้คิดว่า เราควรจะใช้ชีวิตให้มันง่ายขึ้น

แค่ใช้ชีวิตธรรมดาๆอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น

มีความสุขกับสิ่งง่ายๆ ให้มากขึ้น

ลดการดิ้นรนไขว่คว้าให้ได้มาในสิ่งที่เกินจำเป็นซะบ้าง

บางที ชีวิคเราอาจจะมีความสุขกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ก็ได้

จริงๆแล้วชีวิตเราอาจต้องการ - มากกว่า + ก็ได้นะ

 

ภาพจาก http://www.punpunthailand.org/

Comment

Comment:

Tweet

big smile

#22 By None on 2009-12-17 17:20

ปราชญ์เดินดิน...
ขอนับถือคุณโจน จันใดจริงๆ
อ่านแล้วมีพลังขึ้นมาสร้างสรรค์อะไรดีขึ้นเยอะเลยครับ
ผมคงทำแบบเขาไม่ได้
แต่ก็อยากจะทำอะไรดีๆให้ได้แบบเขา
Hot!

#21 By Pae Thunwa on 2009-10-13 00:06

อีกสิ่งหนึ่งอาจเพื่อส่งต่อความสุขให้กับคนรอบกาย..confused smile

สุขเสมอไปครับ..confused smile

ป.ล.ขอบคุณมากครับ..
รักษาสุขภาพเนาะ..สู้ๆ ..

Hot!

#20 By happiness in my bag.. on 2009-10-12 21:57

ถ้าทุกคนใช้ชีวิตแบบธรรมดา
อย่างคนธรรมดาที่พอใจเท่าที่มี
อะไรจะดีไปกว่านี้อีก จริงมั้ย
ไม่รู้จะแก่งแย่งกันไปอะไรมากมาย
พี่ชอบเอนทรี่นี้จัง
ดึงพี่กลับสู่โหมดคนธรรมดาอีกครั้ง
ช่วงนี้ทะเยอทะยานเหลือเกิน
เฮ้อ...
เพราะอยู่ท่ามกลางกิเลส และ ตัณหา

#19 By I am robot. on 2009-10-12 20:35

มีความสุขได้ ด้วยชีวิตของเราเองนี่แหละค่ะ
แต่เราจะทำได้อย่างที่ใจคิดรึเปล่าหนอ แค่นั้นเอง



ได้รับโปสการ์ดแล้วนะคะ big smile

#18 By ryugu on 2009-10-12 14:21

เราเกิดมาเพื่อมีความสุข และทำให้โลหนี้มีความสุขด้วยbig smile

#17 By E.T.*** on 2009-10-12 14:04

เป็นเรื่องราวที่ดึจัง อ่านแล้วได้ข้อคิดHot!

#16 By You & I on 2009-10-11 23:29

เราเกิดมาเพื่อมีความสุข

จริงๆค่ะ...

big smile

#15 By Coffee Break on 2009-10-11 20:34

บทความดีมากเลยครับ

อะไรที่ไม่ใช่ตัวเองทำไปมันก็ฝืนครับ

อยู่่กับสิ่งที่เป็นดีที่สุดครับ

ชอบแนวคิดอีกอย่างที่บอกว่า

ทำเพราะสิ่งที่ทำไม่ได้คิดว่าเป็นงานเลยทำได้อย่างสบายใจ

ชอบๆ

ว่าแต่คืนนี้มีดิ ไอดอลรึเปล่าครับจะรอชม ^ ^

#14 By k_i on 2009-10-11 18:59

รู้สึกว่า entry เกิดมาทำไม จะได้ผลแฮะ มีเพื่อนๆกล่าวถึงมากกว่า 1 ราย เย้เย้ confused smile confused smile

เล่ม 109 อ่านไปนิดหน่อย ยังไม่ได้อ่านคอลัมน์นี้เลย แหะแหะ แต่ชอประโยคนี้อ่ะ
"แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน" โอววววว ขอย้ำอีกศัหลายๆรอบ...

แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน
แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน
แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน
แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน
แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน

ท่องๆ จะได้ซึมซับไปสู่จิตใต้สำนึก open-mounthed smile

#13 By sky -_- on 2009-10-11 14:30

สุดยอดคับ confused smile

#12 By p.cobra on 2009-10-11 14:14

ชอบจังอ่ะ คิดอย่างนี้ก็สบายดีนะ
เคยคิดจะอยากไปทำงานตามอุทยาน อยุ่กับธรรมชาติ
ปล่อยวางชีวิตอยู่แบบไม่ต้องพึ่งแสงสี
แต่มันคงต้องจัดการหลายๆอย่าง ให้พร้อมจะไปอยู่
ถ้าทำได้คงดีนะ มีความสุขในแบบของเราเอง


big smile big smile
ขอโทษด้วยนะคะ ไม่ได้อ่านน่ะ ตัวหนังสือเล็กมากอ่านไม่ออกเลยค่ะ ชมรูปละกันเนาะconfused smile

#10 By Pat's Song on 2009-10-11 12:40

อ่านในอเดย์แล้วชอบมากครับ ^^


Hot!

#9 By sansanae on 2009-10-11 11:24

ขอเรียกเค้าว่า"ปราชญ์"ดูจะเหมาะสมที่สุดฉันเคารพคนแบบนี้นะ..คนแบบนี้น่าเคารพและน่าภูมิใจมากกว่าพวกที่ยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์ตนเองว่าตนเองมีความรู้มีฐานะนันดรมากมาย..

#8 By jEn'(a lOt lOst) on 2009-10-11 10:08

ว้าว..ชอบคุณโจน จันใดมากค่ะ
เคยเจอที่เชียงใหม่ครั้งนึง
แววตาของเค้าดูมีความสุขมากๆเลยค่ะ
big smile

#7 By yimyim17 on 2009-10-11 10:07

ชัวร์! ไม่อยากทำงาานวันละ 8 ชม. sad smile

#6 By Tide on 2009-10-11 09:52

โอ้วววว
โดนๆ....
คนเราเกิดมาเพื่อมีความสุข!!!
งั้นเรา(กุ)ก็อยุ่เผื่อความสุขละน๊าาาา

(ถ้าออกเสียงอย่างสะใจก็ตะโกนพยางค์ในวงเล็บแทนนะคับ ^ ^

#5 By เว้ง! on 2009-10-11 09:03

ไม่ได้อ่านอะเดยืสักเท่าไหร่แล้ว แต่เคยดุชีวิตของคุณโจน

จริงๆค้นเรามัวแต่ค้นหาความสุขที่ไม่รู้จักพอ และไม่พบความสุขที่แท้จริง
หลายๆคนก็รู้ก็เห็นก็ยังพร่ำบ่น และก็ยังไม่พบความสุข เรามีคนดีๆหลายต่อหลายคนที่เป็นต้นแบบของความสุขที่เที่ยงแท้ แต่คนเราก็ยังไม่เลือกที่จะปฎิบัติตาม อลงถามตัวเองดูว่าเมื่อเรารู้แล้วว่าสิ่งใดคือความสุข แล้วทำไมเรายังเลือกทำสิ่งอื่นๆอยู่ เราอาจไม่ต้องทำตามเขาทั้งหมด เพราะชีวิตพื้นฐานของคนเราต่างกัน แต่อะไรที่เราทำได้เราก็น่าจะเลือกเอามาใช้ในความสุขของทุกวัน open-mounthed smile

#4 By แทณนี่แหละ on 2009-10-11 08:21

การมีความสุขในชีวิตคนหนึ่งคนมันมีปัจจัยร่วมทั้งจริงและลวงตาหลายๆอย่าง สำหรับคนที่มุ่งมั่น ค้นหาและได้ค้นพบแบบคุณโจน นั้น นับว่าถึงที่สุดของความหมายการมีชีวิตอยู่เพื่อความสุขแล้วbig smile

#3 By †3εst's T@le on 2009-10-11 08:08

โหยยยยยยยย หายากขึ้นทุกวัน ๆ แล้วค่ะ..น่ายกย่องนับถือ และนำแนวคิดนี้มาลองปรับใช้ดูบ้างเนาะ..ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ นะคะ..big smile

#2 By Kiss The Rain on 2009-10-11 06:01

ทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองมีความสุข...
พูดเหมือนง่าย แต่ทำยากชะมัด

เพราะบางคนยังไม่รู้เลยว่าความสุขของตัวเองคืออะไร

#1 By TaNYa ~ PoNd on 2009-10-11 04:45